การสืบค้นข้อมูลโดยใช้ Google scholar30577_394747.gif



คำสืบค้นที่ 1 นวัตกรรมภาษาอังกฤษ
15660_97549.gif
1.การพัฒนากิจกรรมฝึกทักษะภาษาอังกฤษ โดยใช้การตอบสนองด้วยท่าทางเกมและเพลง สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์สกลนคร

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ (1) เพื่อพัฒนากิจกรรมฝึกทักษะภาษาอังกฤษ โดยใช้การตอบสนองด้วยท่าทาง เกมและเพลง สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทาง การเรียนรู้ (2) เพื่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ที่เรียนด้วยกิจกรรมฝึกทักษะภาษาอังกฤษ โดยใช้การตอบสนองด้วยท่าทาง เกมและเพลง ก่อนเรียนและหลังเรียน และ(3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อกิจกรรมฝึกทักษะภาษาอังกฤษ โดยใช้การตอบสนองด้วยท่าทาง เกมและเพลง ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยในครั้ง ได้แก่ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการ

เรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์สกลนคร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 จำนวน 3 คน ผลการวิจัยพบว่า (1) กิจกรรมฝึกทักษะภาษาอังกฤษ โดยใช้กิจกรรม การตอบสนองด้วยท่าทาง เกมและเพลง สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ มีลักษณะตรงตามหลักสูตรการศึกษา
ขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 สาระและมาตรฐาน การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยมีองค์ประกอบของกิจกรรมฝึกทักษะภาษาอังกฤษ คือ ใช้การตอบสนองด้วยท่าทาง เกมและเพลง (2) ผลสัมฤทธิทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ หลังใช้กิจกรรมฝึกทักษะภาษาอังกฤษ โดยใช้การตอบสนองด้วยท่าทาง เกมและเพลง สูงกว่าก่อนใช้กิจกรรมฝึกทักษะภาษาอังกฤษ โดยใช้การตอบสนองด้วยท่าทาง เกมและเพลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ(3) นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้มีความพึงพอใจต่อการใช้กิจกรรมฝึกทักษะภาษาอังกฤษ โดยใช้การตอบสนองด้วยท่าทาง เกมและเพลง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (x = 3.84)

2.ปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้ในโรงเรียนมัธยมศึกษา

บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการนำหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้ในโรงเรียนมัธยมศึกษาตามทัศนะของครูผูส้ อนในจังหวัดปตั ตานี ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปกี ารศึกษา2546 ได้แก่ ปัจจัยเกี่ยวกับหลักสูตร ปัจจัยเกี่ยวกับผู้บริหาร ปัจจัยเกี่ยวกับครูผู้สอน ปัจจัยเกี่ยว กับผู้ปกครอง และปัจจัยเกี่ยวกับโรงเรียน 2) เพื่อศึกษาระดับการนำหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้ในโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดปัตตานี ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2546 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ กับการนำหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้ในโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดปัตตานี 4) เพื่อค้นหาปัจจัยที่ใช้เป็นตัวพยากรณ์ที่ดีในการทำนายการนำหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้ในโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดปัตตานี กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูผู้สอนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2546 จำนวน 175 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นบันได ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) สภาพปจั จัยที่เกี่ยวขอ้ งกับการนำหลักสูตรสถานศึกษาไปใชใ้ นโรงเรียนมัธยมศึกษาตามทัศนะของครูผูส้ อนในจังหวัดปัตตานี คือ (1) ปัจจัยเกี่ยวกับหลักสูตรสถานศึกษา หลักสูตรสถานศึกษามีความชัดเจน และมีหลักเกณฑ์ที่สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 อยู่ในระดับมาก (2) ปัจจัยเกี่ยวกับผู้บริหาร ผู้บริหารมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรสถานศึกษา มีการแสดงออกด้านความเปน็ ผูนำในการนำหลักสูตรไปใช้ และมีการปฏิบัติการนิเทศการนำหลักสูตรไปใช้ อยูในระดับมาก (3) ปจั จัยเกี่ยวกับครู ครูมีเจตคติที่ดีตอ่ หลักสูตรสถานศึกษาและมีความรูค้ วามเข้า ใจในการนำหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้ อยู่ในระดับมาก (4) ปัจจัยเกี่ยวกับผู้ปกครอง ผู้ปกครองมีการสนับสนุนการเรียนอยู่ในระดับน้อย และ (5) ปัจจัยเกี่ยวกับโรงเรียน โรงเรียนมีการดำเนินการด้านสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน ด้านวัสดุอุปกรณ์ ด้านงบประมาณ อยู่ในระดับมาก ส่วนด้านระบบสารสนเทศมีการดำเนินการ อยู่ในระดับปานกลาง 2) การนำหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้ในโรงเรียนมัธยมศึกษา ตามทัศนะของครูผู้สอนในจังหวัดปัตตานี คือ ขั้นการเตรียมการ ขั้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน



3.การพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบบูรณาการ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาหน่วยการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ แบบบูรณาการ ชัน ประถมศึกษาปี ที่ 5 2) ศึกษาประสิทธิภาพของหน่วยการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบบูรณาการตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 75/75 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ<ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนทีเรียนโดยใช้หน่วยการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบบูรณาการ 4) เปรียบเทียบเจตคติก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนทีเรียนโดยใช้หน่วยการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบบูรณาการทีมีต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเพือประเมินคุณภาพของหน่วยการเรียนรู้เป็นนักเรียนชัน ประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านตาลกุดยางเดียวโนนสมบูรณ์ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม จำนวน 30 คน ซึ่ง ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจงเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ หน่วยการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบบูรณาการ เรื่องFood and Drink ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผนการจัดการเรียนรู้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ<ทางการเรียน แบบวัดเจตคติต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษในการวิจัยครัง นีใ ช้แบบแผนการวิจัยแบบ One Group Pretest – Posttest Design สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลีย ค่าร้อยละ และส่วนเบียงเบนมาตรฐาน ส่วนสถิติทีใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ t – test ชนิด Dependent Samples



คำสืบค้นที่ 2 การฝึกทักษะภาษาอังกฤษ
15455_95587.gif

1.การศึกษาผลการใช้กิจกรรมมุ่งงานปฏิบัติเพื่อพัฒนาทักษะการฟัง-พูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุง่ หมายเพือ่ ศึกษาผลของการสอนที่ใช้กิจกรรมมุ่งงานปฏิบัตที่มีต่อความสามารถด้านการฟัง-พูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบางขุนเทียนศึกษา สำนักงานเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 40 คน ที่ได้มาจาก การสุ่มอย่างง่าย การดำเนินการทดลองใช้ระยะเวลาทั้งหมด 14 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง ทั้งนี้รวมเวลาในการทดสอบก่อนทำการทดลองและหลังทำการทดลอง จำนวน 2 ชั่วโมง โดยใช้แบบแผนการทดลองแบบOne-Group Pretest-Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แผนการจัดการเรียนรู้ ตามแนวการสอนโดยใช้กิจกรรมมุ่งงานปฏิบัติจำนวน 4 แผน ได้แก่ แบบบันทึกหลังสอน แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการฟัง-พูดภาษาอังกฤษ แบบประเมินงานปฏิบัติ และแบบบันทึกการเรียนรู้ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ยของคะแนน ค่าร้อยละ ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ย ของคะแนน โดยใช้สถิติทีแบบไม่เป็นอิสระจากกัน (t-test for dependent samples) ผลการวิจัยพบว่าความสามารถด้านการฟัง-พูดภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมมุ่งงานปฏิบัติสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01



2.การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบแสดงการคิด

บทคัดย่อ

การวิจัยครังนีมีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบแสดงการคิดเป็นถ้อยคำควบคู่กับการทำแผนผังสรุปโยงเรืองทีอ่าน เพือพัฒนาผลสัมฤทธิ7ทางการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ ในการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบแสดงการคิดเป็นถ้อยคำควบคู่กับการทำแผนผังสรุปโยงเรื$องที$อ่าน 3) เพือศึกษาเจตคติของนักเรียนต่อกิจกรรมการเรียนการสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5/3 ภาคเรียนที่ 2ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูล อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม จำนวน 43 คนที่กำลังเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษพืนฐาน อ42102 ซึงได้จากการเลือกแบบเจาะจง ใช้ในการทดลองได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแบบแสดงการคิดเป็นถ้อยคำควบคู่กับการทำแผนผังสรุปโยงอ่าน จำนวน 7 แผน แบบวัดผลสัมฤทธิ7 ในการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษ และแบบวัดเจตคติที$มีต่อกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบแสดงการคิดเป็นถ้อยคำควบคู่กับการทำแผนผังสรุปโยงเรื$องทีอ่าน สถิติทีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในการวิจัยครังนีใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเรียน (One Group Pretest – Posttest Design) สถิติที$ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่การทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Samples t – test)



3.ผลของการสอนโดยใช้กิจกรรมที่เน้นงานปฏิบัติและวิธีการเสริมแรงต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของวิธีการสอนโดยใช้กิจกรรมที่เน้นงานปฏิบัติและวิธีการเสริมแรงที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตลอดจนศึกษากริยาร่วมระหว่างตัวแปรทั้งสอง วิธีการสอนแบ่งออกเป็น 2 วิธี คือวิธีการสอนโดยใช้กิจกรรมที่เน้นงานปฏิบัติและ

==วิธีการสอนแบบปกติ วิธีการเสริมแรงแบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ การเสริมแรงโดยครู และการเสริมแรงโดยนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล จำนวน 128 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการสอนโดยใช้กิจกรรมที่เน้นงานปฏิบัติ แผนการสอนแบบปกติ และ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ดำเนินการทดลองกลุ่มละ 8 ครั้ง ๆ ละ 50 นาทีแล้ว วัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ นำผลที่ได้มา วิเคราะห์ความแปรปรวนแบบแฟคทอเรียลสุ่มสมบูรณ์ 2 x 2 (วิธีการสอน x วิธีการเสริมแรง)ผลการวิจัยพบว่านักเรียนที่เรียนโดยวิธีการสอนโดยใช้กิจกรรมที่เน้นงานปฏิบัติมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษสูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยวิธีการสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 นักเรียนที่ได้รับการเสริมแรงโดยครู และการเสริมแรงโดยนักเรียน มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนไม่แตกต่างกันและไม่มีกริยาร่วมระหว่างวิธีการสอนและวิธีการเสริมแรง





16795_106521.gif